“TISA”

TISA หรือ Thailand Individual Savings Account คือ บัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ ที่ภาครัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการออมระยะยาวสำหรับรองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิรูประบบลดหย่อนภาษีของประเทศไทย

ข้อมูลอัปเดตล่าสุดในปี 2569 บัญชี TISA มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  1. โครงสร้างและการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษี
  • รวมวงเงินสูงสุด 800,000 บาทต่อปี: จากเดิมที่แยกวงเงินเครื่องมือออมเงินต่างๆ รัฐบาลได้รื้อระบบใหม่โดยนำสินทรัพย์เพื่อการออมและการเกษียณทั้งหมดมารวมอยู่ในบัญชี TISA เดียวกัน
  • สินทรัพย์ที่เข้าร่วม: ครอบคลุมทั้งกองทุนรวมเดิม เช่น RMF, SSF, ThaiESG รวมถึงประกันบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และ กบข.
  • จุดเด่นแบบ DIY: ในเฟสถัดไปจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกบริหารพอร์ตเองได้อิสระมากขึ้น เช่น ซื้อหุ้นรายตัว ตลาดตราสารหนี้ หรือ ETF ได้โดยตรงผ่านโบรกเกอร์ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ซื้อผ่านกองทุนรวมเท่านั้น
  1. เกณฑ์การใช้ “ตัวคูณ” ตามฐานรายได้ (สูตรคำนวณใหม่)

การลดหย่อนภาษีจะไม่ใช่รูปแบบ 1 เท่าของเงินลงทุนจริงเหมือนในอดีต แต่จะขึ้นอยู่กับเพดานรายได้พึงประเมิน:

  • รายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี: จะได้รับสิทธิหักลดหย่อน 1.3 เท่า ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง (สูงสุดไม่เกิน 1.04 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง
  • รายได้เกิน 1.5 ล้านบาท/ปี: จะได้รับสิทธิหักลดหย่อนลดลงเหลือ 0.7 เท่า ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง (สูงสุดไม่เกิน 5.6 แสนบาท)
  • ไม่มีเพดานจำกัดสัดส่วนรายได้: ยกเลิกเงื่อนไขเดิมที่เคยจำกัดสิทธิหักลดหย่อนไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมิน
  1. เงื่อนไขการถือครองที่เข้มงวด
  • ต้องถือยาวถึงอายุ 55 ปี: เนื่องจากเป็นการออมเพื่อการเกษียณถาวร เงื่อนไขเบื้องต้นกำหนดให้ต้องถือครองสินทรัพย์ในบัญชีอย่างน้อย 5 ปี และจะไถ่ถอนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เท่านั้น
  • กรณีฉุกเฉิน: รัฐอาจมีมาตรการเปิดโอกาสให้ผู้ถือบัญชีสามารถนำมูลค่าเงินลงทุนในบัญชี TISA มาใช้เป็น หลักประกันในการกู้เงิน (Pledge) เพื่อนำไปใช้จ่ายยามจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเล่าเรียนได้