[ปิดตำนาน LTF] สรุปข้อมูลกองทุนรวมหุ้นระยะยาว และการปลดล็อกหน่วยลงทุนก้อนสุดท้ายในปี 2568
กองทุน LTF (Long-Term Equity Fund) หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว คือ กองทุนรวมที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นสามัญของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดเสถียรภาพในระบบตลาดทุนไทย
นโยบายการลงทุน
- ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
ระยะเวลาโครงการ
- ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 – 2562 (ปัจจุบันไม่มีการเปิดขายกองทุนใหม่ที่มีสิทธิลดหย่อนภาษี LTF แล้ว)
เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีในอดีต
- วงเงินลงทุน: ลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน โดย “ไม่นับรวม” กับกลุ่มลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณ 500,000 บาท (เช่น RMF, SSF, PVD, กบข.)
- ซื้อปี 2547-2558: ลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาท
- ซื้อปี 2559-2562: ลงทุนได้ไม่เกิน 500,000 บาท
- ความต่อเนื่อง: ไม่ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี ซื้อปีไหน ใช้ลดหย่อนภาษีของปีนั้น
- เงื่อนไขการถือครอง (หัวใจสำคัญ): ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ตามจำนวนปีปฏิทินที่กำหนด เพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital Gain) และไม่ต้องคืนภาษีที่ได้รับมา
ตารางสรุป: ปีที่ซื้อ vs ปีที่ครบกำหนดขายคืน
ในปี พ.ศ. 2568 นี้ ถือเป็นปีสำคัญเพราะ หน่วยลงทุนก้อนสุดท้าย (ที่ซื้อในปี 2562) ได้ครบกำหนดเงื่อนไข 7 ปีปฏิทินเรียบร้อยแล้ว

สรุป: ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ทุกคนสามารถขายกองทุน LTF ออกมาได้ “ทุกหน่วย/ทุกกองทุน” โดยการขายคืนจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ “เข้าก่อนออกก่อน (FIFO)”
ข้อแนะนำ: เมื่อ LTF ในพอร์ต “เป็นอิสระ” ทั้งหมดแล้ว ควรทำอย่างไร?
ในเมื่อปัจจุบันคุณสามารถขาย LTF ได้ครบทุกก้อนแล้ว นี่คือสิ่งที่ควรพิจารณา:
- ทบทวนเป้าหมายการลงทุน (Rebalancing): ตรวจสอบว่าสัดส่วนหุ้นไทยในกองทุน LTF ยังสอดคล้องกับแผนการเงินในปัจจุบันหรือไม่ หากพอร์ตหนักหุ้นไทยเกินไป อาจพิจารณาขายเพื่อไปกระจายลงทุนในสินทรัพย์อื่นหรือกองทุนต่างประเทศ
- ตรวจสอบผลการดำเนินงาน: หากกองทุนที่ถืออยู่มี Performance ไม่ดีเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย การขายออกมาเพื่อเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่า (เช่น SSF หรือ RMF ที่ให้สิทธิภาษีใหม่) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
- เตรียมเอกสาร: แม้จะครบเงื่อนไขแล้ว ควรตรวจสอบหนังสือรับรองสิทธิการซื้อกองทุนไว้เป็นหลักฐาน เผื่อกรณีต้องชี้แจงที่มาของเงินได้กับกรมสรรพากร
กรณีผิดเงื่อนไขกองทุน LTF (หากขายก่อนครบกำหนด)
- หากลงทุนไม่ถึงเงื่อนไขปีปฏิทิน: (ยกเว้นทุพพลภาพหรือเสียชีวิต)
- กำไรจากการขายคืน (Capital Gain) ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้มาตรา 40(8) โดยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเบื้องต้น 3%
- ต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับยกเว้นทั้งหมดทันที
- ต้องจ่ายเงินเพิ่ม (ค่าปรับ) 1.5% ต่อเดือน ของเงินภาษีที่ได้รับยกเว้น โดยคิดย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนของปีที่ยื่นขอลดหย่อน จนถึงวันที่ยื่นคืนภาษี
- หากซื้อเกินเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนด:
- กำไรจากการขายคืนในส่วนที่เกิน จะต้องนำไปรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีตามมาตรา 40(8) และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
[เจาะลึกโครงการพิเศษ] เปลี่ยน LTF ในพอร์ต เป็นสิทธิลดหย่อนภาษี 5 แสนบาท!
ใครที่ยังมีกองทุน LTF ค้างพอร์ตอยู่ในปี พ.ศ.2568 รัฐบาลเปิดช่องให้เรา “ชุบชีวิต” เงินลงทุนเดิม ให้กลับมากลายเป็นสิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกครั้งผ่านกองทุน ThaiESGX (Thai ESG Extra) โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้
- เงื่อนไขการย้าย (สับเปลี่ยน)
- ต้องย้ายยกแผง: ต้องสับเปลี่ยน LTF “ทุกกองทุน จากทุก บลจ.” ที่เรามีอยู่ เข้าสู่ ThaiESGX
- ช่วงเวลาจำกัด: ทำรายการได้เฉพาะวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น
- มูลค่าที่ใช้ได้: คำนวณจากมูลค่าเงินลงทุนคงเหลือ ณ วันที่ 12 มีนาคม 2568
- สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท (ทยอยใช้ 5 ปี)
กฎหมายใจดีให้สิทธิลดหย่อนใหม่ แต่ต้องทยอยใช้ ไม่สามารถใช้ตูมเดียว 5 แสนในปีเดียวได้ โดยแบ่งสิทธิดังนี้:
- ปีที่ 1 (พ.ศ. 2568): ใช้สิทธิได้สูงสุด 300,000 บาท
- ปีที่ 2-5 (พ.ศ. 2569-2572): ส่วนที่เหลือ (ไม่เกิน 2 แสน) ให้หาร 4 ปี เพื่อใช้สิทธิเฉลี่ยปีละ 50,000 บาท
- วงเงินพิเศษ “ไม่ทับซ้อน” ใคร
สิทธิ 500,000 บาทจากการย้าย LTF นี้ มีความพิเศษคือ:
- ไม่นับรวม กับโควตาซื้อ ThaiESG/ThaiESGX ด้วยเงินใหม่ (300,000 บาท)
- ไม่นับรวม กับกลุ่มเกษียณ 500,000 บาทเดิม (RMF, PVD, กบข., ประกันบำนาญ)
- สรุป: เป็นวงเงิน On-top ที่แยกออกมาต่างหากเลย
- เงื่อนไขการถือครอง
- ต้องถือหน่วยลงทุน ThaiESGX ต่อไปอีก 5 ปีเต็ม (แบบวันชนวัน) นับจากวันที่เรากดสับเปลี่ยน
- กรณีมูลค่าเกิน 5 แสน: หาก LTF ที่ย้ายไปมีมูลค่ามากกว่า 500,000 บาท ส่วนที่เกินจะไม่ได้สิทธิลดหย่อนเพิ่ม แต่ “ยังต้องติดเงื่อนไขถือครอง 5 ปี” เช่นเดียวกัน